ถ้าจะให้พูดถึงแบรนด์จีนที่สามารถเข้าไทยแล้วชนใจผู้บริโภคแบบไม่ต้องพึ่งดราม่า และไม่ต้องลงโฆษณาแบบกระจัดกระจาย หนึ่งในตัวอย่างที่เด่นและน่าศึกษามากที่สุดคือแบรนด์ Skintific เพราะไม่ใช่แค่ความสำเร็จแบบฟลุกหรือกระแสไวรัลที่แวบขึ้นมาแล้วก็หายไปเพียงเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการเข้าใจผู้บริโภคไทยแบบลึกซึ้ง จับพฤติกรรมที่แท้จริงของตลาดไทยได้อย่างเฉียบคม และเข้าแพลตฟอร์มถูกที่ถูกเวลาจนกลายเป็นแบรนด์จีนที่ทำให้คนไทยลืมไปเลยว่าเป็นแบรนด์จีน
จุดเริ่มต้นของ Skintific

Source: Guardian Online Singapore
จุดเริ่มต้นของ Skintific คือการวางตัวที่ฉลาดมาก บอกว่าตนเองเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่เข้าใจง่าย ไม่พยายามทำตัวหรูหราเกินจริง ไม่ใส่ศัพท์วิทยาศาสตร์ซับซ้อนจนผู้ใช้ต้องเปิด Google แต่กลับทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เปิดเผย ตรงไปตรงมา และกล้าที่จะบอกว่าส่วนผสมไหนทำงานยังไงในระดับที่ทุกคนเข้าใจได้ และความเรียบง่ายนี่แหละที่กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Skintific เนื่องจากคนไทยไม่ได้ต้องการความซับซ้อน แต่ต้องการความชัดเจนและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น Skintific เข้าใจ Pain Point ของคนไทยอย่างละเอียดว่าผิวคนไทยไม่ได้เหมือนผิวคนจีนหรือยุโรป เพราะต้องเผชิญกับอากาศร้อนชื้น มลภาวะ สิวผด รูขุมขนกว้าง หน้ามันระหว่างวัน และผิวแพ้ง่ายจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่คนไทยเจอทุกวันแต่แบรนด์ต่างชาติไม่ได้ออกแบบสูตรมาเพื่อแก้ตรงจุด ในขณะที่ Skintific ทำสินค้าแต่ละตัวเหมือนตอบโจทย์ทีละปัญหา เช่น 5X Ceramide Cream ที่ฮอตมากในสายผิวแพ้ง่าย หรือเซรั่ม Niacinamide ที่ถูกออกแบบให้ซึมไวไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึ่งเป็นสัมผัสที่คนไทยชอบมาก เพราะคนไทยไม่ชอบครีมหนักหน้าในอากาศแบบบ้านเรา และที่สำคัญคือ ทุกดีเทลของสูตรที่ถูกโปรโมตในไทยเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ ทั้งเนื้อสัมผัส กลิ่น ความเร็วในการเห็นผล และความรู้สึกหลังใช้ ไม่ใช่เพราะ Skintific มีเพียงสูตรแบบนี้ แต่เพราะแบรนด์คัดเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับปัญหาผิวคนไทยที่สุดมาทำตลาด พร้อมออกแบบข้อความสื่อสารให้เข้ากับภาษาที่คนไทยใช้กันจริง และเน้นจุดขายที่คนไทยให้ความสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกว่ามันเข้ากับผิวฉัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นสินค้าที่คนซื้อซ้ำ ไม่ใช่แค่ซื้อเพราะอินฟลูเอนเซอร์พูดถึง

Source: Skintific Thailand
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องพูดถึง และถือเป็นตัวเร่งเครื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้ Skintific กลายเป็นแบรนด์แมสของคนไทยทั่วไป คือ Cushion ซึ่งเปิดตัวได้ถูกจังหวะมาก และตรง Insight คนไทยแบบที่สุด โดย Cushion ของ Skintific ไม่ได้ดังเพราะโปรโมต หรือเพราะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยดันอย่างเดียว แต่ดังเพราะใช้งานได้ดีจริงในบริบทผิวคนไทย ไม่ว่าจะเป็น
- เฉดสีที่หลากหลายกว่าค่าเฉลี่ยแบรนด์จีน (ซึ่งส่วนใหญ่จะโทนขาวหรืออมชมพู แต่ Skintific ทำเฉดที่โทนเหลือง-กลาง-เข้ม ที่เข้ากับผิวไทยมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด)
- เนื้อที่บางแต่ปกปิดดี ใช้แล้วหน้าไม่ลอย
- ความทน เหงื่อออกก็ยังติด ตอบโจทย์อากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย
- ราคาที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องคิดเยอะในการลองซื้อ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cushion กลายเป็น Hero Product ที่ไม่เพียงสร้างยอดขาย แต่สร้างความคุ้นเคยในแบรนด์ (Brand Familiarity) ให้กลุ่มผู้หญิงไทยวงกว้าง แม้แต่คนที่ไม่ใช่สาวกบิวตี้ก็รู้จัก และเริ่มมองว่า Skintific คือแบรนด์เมคอัพและสกินแคร์ที่เชื่อถือได้
เลือกแพลตฟอร์มถูกเท่ากับชนะ

Source: GraphicSprings
ความสำเร็จอีกจุดที่ Skintific ทำได้เหนือแบรนด์จีนอื่น ๆ คือการเข้าเล่นใน TikTok ในจังหวะที่ TikTok Beauty กำลังดังระเบิดในไทย ไม่ใช่แค่การซื้อ Media แต่การสร้าง Ecosystem บน TikTok ทั้งระบบ ตั้งแต่รีวิวจริงของ Micro และ Nano Influencers ที่แพร่กระจายทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ถ่ายคลิปในห้องนอน บิวตี้บล็อกเกอร์หน้าใหม่ ไปจนถึงคนที่ชอบทดลองของแบบเรียล ๆ และพูดตรง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างภาพจำว่า Skintific เป็นแบรนด์ที่คนใช้จริง ไม่ใช่รีวิวปลอม ไม่ใช่การจ้างแล้วจบ แต่เป็นแบรนด์ที่หลายคนพูดถึงเพราะมันเห็นผลลัพธ์จริง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Skintific Everywhere ที่เมื่อเข้า TikTok ทุกครั้งก็จะเห็นอย่างน้อยหนึ่งคลิป ไม่ว่าจะเป็นคลิป Before/ After การรีวิวสั้น ๆ การทดลองเนื้อครีม หรือ Creator ที่ทำคอนเทนต์แบบขำ ๆ แต่มีแบรนด์อยู่ในคลิปนั้นแบบเนียน ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแบบไร้แรงต้าน เพราะผู้บริโภครับรู้ว่าแบรนด์ดังแบบ Organic มากกว่าการบังคับให้ดัง
ความฉลาดของ Skintific ไม่ได้หยุดแค่ TikTok แต่ต่อยอดไปถึง Marketplace อย่าง Shopee Lazada และ TikTok Shop ซึ่งถูกใช้เป็นช่องทางการขายแบบเต็มประสิทธิภาพ ด้วยกลยุทธ์ Flash Sale ในราคาที่ทำให้ผู้ใช้หน้าใหม่ตัดสินใจง่ายมาก หรือ Bundle Set ที่คุ้มจนแทบไม่ต้องคิด ทั้งหมดนี้ช่วยเร่ง Conversion และทำให้แบรนด์เติบโตแบบต่อเนื่องในเชิงรายได้โดยไม่ต้องสร้างคอนเทนต์เองเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ทำให้ Skintific เป็นเคสที่ควรค่าแก่การศึกษา คือแบรนด์ทำให้คนไทยยอมรับแบรนด์จีนแบบไม่รู้ตัวผ่านการ Localize ที่ไม่ได้เป็นแค่การทำคำไทยหรือแปลคอนเทนต์ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในพฤติกรรม การซื้อ การเสพคอนเทนต์ และความละเอียดอ่อนของคนไทย เช่น ใช้ภาษาที่ฟังแล้วเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการเกินไป ออกคอนเทนต์ให้เข้ากับเทศกาลไทย เช่น Songkran, 11.11 หรือวันแม่ รวมถึงตอบคอมเมนต์เร็ว ชี้แจงดราม่าไว และให้บริการหลังการขายที่ไม่รู้สึกเหมือนแบรนด์ต่างชาติที่มาทีหลังก็หายไป นี่คือปัจจัยที่ทำให้ภาพของ Skintific ค่อย ๆ พัฒนาไปจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีความเป็น Local
อีกจุดที่สำคัญมากคือ Social Proof ที่เกิดขึ้นแบบท่วมท้นและเป็น Organic จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโพสต์จากผู้ใช้จริงในกลุ่ม Beauty Review แชร์ผลลัพธ์บน Facebook หรือ TikTok Creator รีวิวยาว ๆ แบบเล่าเรื่อง หรือคนที่ซื้อไปแล้วมาคอมเมนต์ตอบเพื่อนต่อ ทำให้เกิดการสนทนาที่แบรนด์ไม่ได้ต้องสร้างเองแต่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ นี่คือพลังของ Community-Driven Marketing ที่เงินซื้อไม่ได้ แต่สร้างได้ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง จนเสียงของผู้ใช้งานกลายเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์แทนที่จะเป็นแค่เสียงจากฝ่ายการตลาด
ความสำเร็จของแบรนด์
ความสำเร็จของ Skintific เป็นอีกหนึ่ง Case ที่ทำให้เราเห็นว่าแบรนด์จีนที่เข้ามาตีตลาดประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีความเข้าใจผู้บริโภคเหมือนที่ Skintific เข้าใจผู้บริโภคไทยแบบตั้งใจจริง รู้จักแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้มากที่สุด ชัดเจนว่าคนไทยชอบคอนเทนต์แบบไหน เชื่อใครเวลาตัดสินใจซื้อ มีปัญหาผิวแบบไหนในชีวิตจริง ชอบเท็กซ์เจอร์แบบไหน ชอบราคาประมาณเท่าไหร่ และต้องการรีวิวแบบไหนจึงจะเชื่อใจ จะทำให้ตัวแบรนด์นั้นสามารถจับใจผู้บริโภคชาวไทยได้ อีกทั้งการทำการตลาดของแบรนด์ทำงานสอดรับกันตั้งแต่เริ่มสเตจ Awareness, Consideration, Conversion ไปจนถึง Retention จึงทำให้ Skintific ไม่ติดภาพว่าเป็นแบรนด์ของจีน กลับกลายเป็นแบรนด์ที่กลมกลืนจนทำให้คนคิดว่าเป็นแบรนด์ของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น สำหรับแบรนด์ไทยที่อยากขยายไปต่างประเทศ บทเรียนสำคัญคือความสำเร็จไม่ใช่เรื่องดวง แต่คือผลลัพธ์ของการเข้าใจผู้บริโภคในประเทศปลายทางทั้งเชิงอารมณ์ เชิงข้อมูล และเชิงพฤติกรรม แพลตฟอร์มต้องถูกตลาด คอนเทนต์ต้องตี Insight ให้แตก รีวิวต้องจริง และการ Localize ต้องลึกถึงระดับวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การแปลภาษาตรงตัว ความสำเร็จของหลายแบรนด์ไทยในตลาดต่างประเทศพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากแบรนด์ไทยเข้าไปด้วยความเข้าใจและกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ผู้บริโภคต่างชาติพร้อมเปิดรับมากกว่าที่คิด และหลายครั้งยังพร้อมจะรักแบรนด์ไทยไม่แพ้แบรนด์ท้องถิ่นด้วยซ้ำ
หากคุณเป็นแบรนด์ไทยที่อยากพาธุรกิจไปเติบโตในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบุกตลาดจีนผ่าน Douyin WeChat การขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน TikTok Shop หรือการสร้างตัวตนในตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมในต่างประเทศทั่วโลก S39 Digital Agency พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยวางแผนให้คุณก้าวไปอย่างมั่นใจ เรามีประสบการณ์ตรงจากการทำร้านค้าข้ามพรมแดนของตัวเองทั้งในจีนและมาเลเซีย เข้าใจทั้งระบบอัลกอริทึม พฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น ไปจนถึงวิธีสร้างคอนเทนต์ที่เข้ากับวัฒนธรรมแต่ละประเทศอย่างแท้จริง
📩 ติดต่อเราตอนนี้
📞 02-248-3068 หรือ 061-153-5845 | 📧 info@s39digital.com
Source:
ถอดกลยุทธ์ SKINTIFIC แบรนด์เครื่องสำอาง ที่กำลังมาแรง ในอาเซียน (Longtunman)
SKINTIFIC เปิดตัวพรีเซนเตอร์ สวย คลีน สะอาด “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” (Prachachat)


