ในปี 2026 นี้ เชื่อว่าหลายธุรกิจที่จับตลาดนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย กำลังตั้งคำถามว่า “คนจีนหายไปไหน?” หรือ “ทำไมบรรยากาศมันไม่ครึกครื้นเหมือนแต่ก่อน?” จนเกิดเป็นประเด็นว่า “ไทยยังหวังพึ่งนักท่องเที่ยวจีนได้อยู่ไหม?” ทำให้ทีมงาน 39 Degrees Podcast ทีมงานพอตแคสต์จาก S39 Digital Agency อยากจะตั้งประเด็นนี้และไขข้อสงสัยร่วมกับคุณแนน ฤดีพรรณ เต็มชื่น (ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายการตลาดและความสัมพันธ์ภาครัฐ) จาก Trip.com แพลตฟอร์มผู้ให้บริการจองการเดินทางท่องเที่ยวออนไลน์ ระดับโลก สัญชาติจีน ในเครือ Trip.com Group ว่าแท้จริงแล้วตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปี 2026 กำลังถึงขาลงหรือไม่ หรือมันกำลังดีขึ้นอย่างเรื่อย ๆ เพียงแค่แบรนด์ยังมองไม่เห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ติดตามชมได้ที่ ในมุม Trip.com ปี 2026 ไทยยังหวังพึ่งนักท่องเที่ยวจีนได้อยู่ไหม | 39 Degrees Exclusive Podcast EP.3 หรือดาวน์โหลดสรุปได้ที่นี่
39 Degrees Exclusive Podcast เพลย์ลิสต์พอตแคสต์ Exclusive ที่จะเชิญผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการนอก S39 Digital Agency มาชวนคุยประเด็นเทรนด์โลกที่น่าสนใจ เม้ามอยในแบบเข้าใจง่าย พอดแคสต์สำหรับคนที่อยากอัปเดตแนวคิดและมุมมองใหม่จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ

แม้ความรู้สึกของคนที่ทำธุรกิจจะมองว่านักท่องเที่ยวจีนจะดูเงียบเหงาลงไปบ้าง แต่ในมุมมองของ Trip.com กลับชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตื่นเต้นว่า ในปีนี้คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 20%
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แบรนด์ไทยต้องทำความเข้าใจคือกราฟการเติบโตที่พุ่งขึ้นนี้ มักจะมาพร้อมกับพฤติกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และนโยบายภาครัฐเองก็กำลังจะปรับทิศทางของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยในปีนี้ ภายใต้แนวคิด “Value over Volume” ต่อให้ประเทศไทยเราจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่เราจะไม่ได้โฟกัสที่ปริมาณ จำนวนคนเข้ามาเยอะ ๆ อย่างที่เคยเป็นมาในปีก่อนแล้ว เราเริ่มโฟกัสไปที่นักท่องเที่ยวเที่ยวที่มี “คุณภาพ” และ “เม็ดเงินต่อหัว” ที่จะกลายเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยแทน
เมื่อวิกฤตโลก กลายเป็นโอกาสของไทย

Time Stamps 0:33
อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา เกิดวิกฤษโลกจากสงครามในตะวันออกกลางและปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ลดการเดินทางไปยังตะวันออกกลางและทวีปยุโรปน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงเป้าหมายปลายทางเหล่านั้นจะเปลี่ยนไป ความต้องการในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่ได้หยุดชะงักหรือยกเลิกไปแต่อย่างใด
ในมุมมองของภาคการท่องเที่ยว สถานการณ์นี้กลับกลายเป็นสัญญาณเชิงบวกและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะอีกนัยหนึ่งก็เหมือนเป็นการตัดประเทศคู่แข่งที่เป็นระดับโลกออกไป ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางหรือยุโรป เท่ากับว่าเรามีโอกาสที่จะเกณฑ์นักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทยได้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนในไทย
| รูปแบบการเดินทาง | ก่อนโควิด | ปัจจุบัน (2026) |
| Group Tour | สัดส่วนสูงกว่า 80% | ลดเหลือประมาณ 40% |
| FIT (นักท่องเที่ยวอิสระ) | เฉพาะกลุ่ม | พุ่งขึ้นเป็น 60% |
| ลักษณะการท่องเที่ยว | เน้นไปเที่ยวหลายที่ ไปแล้วเอาให้คุ้ม (ทัวร์ชะโงก) | เน้นเที่ยวที่เดียวแต่นาน เข้าถึงประสบการณ์อย่างแท้จริง |
Time Stamps 3:57
ในปี 2026 ต้องใช้คำว่า หมดยุค “ทัวร์ชะโงก” สมัยก่อนเรามักจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ที่เน้นการไปสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่งแบบรีบร้อน แวะดู แวะถ่ายรูปแล้วก็เดินทางต่อ แต่ในปัจจุบัน (หลังยุคโควิด) นักท่องเที่ยวเข้าถึงสื่อโซเชียลได้มากขึ้น ต้องการความอิสระมากขึ้น จึงเปลี่ยนมาวางแผนเดินทางด้วยตัวเอง (FIT – Free Independent Traveler) พอได้วางแผนเองเขาก็อยากจะซึมซับประสบการณ์ เข้าถึงสถานที่นั้น ๆ อย่างแท้จริงมากกว่าไปแค่ชะโงกดูแล้วรีบไปเที่ยวที่อื่น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ จากเดิมที่นักท่องเที่ยวอาจจะไปแวะพักที่พัทยาเพียงแค่ 1 คืนแล้วก็ไปจังหวัดอื่นต่อ แต่ปัจจุบันเขาเลือกที่จะพักนานขึ้นเป็น 2-3 คืน เพื่อให้ได้ใช้เวลาพักผ่อนและสัมผัสบรรยากาศของสถานที่นั้นจริง ๆ
เมื่อนักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในประเทศนานขึ้นและต้องการประสบการณ์ที่เข้มข้นขึ้น สิ่งที่ตามมาคือพวกเขาจะมีการจับจ่ายใช้สอย (Spending) ที่สูงขึ้น ด้วยพฤติกรรมนี้จึงทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หันมาโฟกัสกลยุทธ์ “Value over Volume” (เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ) อย่างเต็มที่
Tips สำหรับแบรนด์ไทย เน้นสร้างประสบการณ์หรือกิจกรรมที่น่าประทับใจ จนลูกค้าอยากจะแชร์ลงโซเชียลมีเดีย (UGC – User Generated Content) นี่คือการตลาดที่ได้ผลลัพธ์ดีเกินคาดในยุคนี้
Xiaohongshu โซเชียลมีเดียที่คนจีนชอบใช้

Time Stamps 12:15
Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) หรือ Red Note (อ่านเพิ่มเติม) เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนที่ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็น แพลตฟอร์มอันดับ 1 ในการค้นหาข้อมูลและดูรีวิว สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว
แพลตฟอร์มถือว่าเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะรีวิวบนเสี่ยวหงซูนอกจากจะเรียล (Real) แล้วยัง Real-Time อีกด้วย นักท่องเที่ยวจีนสามารถเช็คสถานที่หรือสภาพแวดล้อมจริงหรืออ่านความเห็นล่าสุดของสถานที่นั้นๆ ได้เดี๋ยวนั้น สิ่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนกล้าที่จะเปลี่ยนจากการมากับกรุ๊ปทัวร์มาเป็นการเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) มากขึ้น เนื่องจากเขามั่นใจว่าสามารถหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจหน้างานได้ตลอดเวลา
Xiaohongshu ไม่ได้จบแค่การสร้างกระแสรับรู้ แต่ยังสามารถโยงความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนไปยังแพลตฟอร์ม OTA อย่าง Trip.com ได้เลย หมายความว่าเมื่อนักท่องเที่ยวอ่านรีวิวแล้วถูกใจ ก็สามารถกดเข้าไปจองตั๋วเครื่องบิน หรือโรงแรมเพื่อตามรอยรีวิวนั้นได้ทันที ถือว่าเป็น Seamless-Experience เลยทีเดียว
Tips สำหรับแบรนด์ไทย ต้องเปลี่ยน Mindset จากการตั้งรับมาเป็นการรุกตลาด มีกรณีศึกษาของแบรนด์ไทยระดับ Legacy ที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 10 ปี แม้จะขายได้ดีจนไม่ต้องทำการตลาดเลย แต่ปัจจุบันยังต้องปรับตัวจ้าง Influencer และดาราเพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่
“การเป็นโรงแรม 5 ดาวอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป แต่คุณต้องบอกเขาด้วยว่าคุณคือ 5 ดาว และเชิญชวนเขามาสัมผัสด้วยตัวเอง คุณต้องเริ่ม ‘ตะโกน’ ชื่อแบรนด์ของคุณออกมาให้โดดเด่นในโลกที่ทุกคนกำลังแย่งชิงการมองเห็น“
ดังนั้นแบรนด์ไม่ควรรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเองอีกต่อไป ต้องเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วม ทำการตลาดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีน เพื่อให้แบรนด์ถูกมองเห็นตั้งแต่ต้นทางใน Customer Journey และหากคุณสนใจทำการตลาดบน Xiaohongshu สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
“TripGenie” เอไอจาก Trip.com ที่จะช่วยวางแผนการเดินทาง

Time Stamps 13:29
ในปีนี้ Trip.com ก้าวข้ามขีดจำกัดการเป็นแพลตฟอร์ม Online Travel Agency (OTA) ด้วยการเปิดตัว TripGenie ซึ่งเป็นระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยวางแผนการเดินทาง ถาม-ตอบ และเชื่อมต่อสู่การจองได้ทันที โดย Trip.com คือ OTA เจ้าเดียวในเอเชีย ที่มีฟีเจอร์ AI ครบวงจรขนาดนี้ ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและเป็นส่วนตัว (Personalization) ในการจัดทริป
ตลาดนักท่องเที่ยวประเทศอื่น ที่มองข้ามไม่ได้
Time Stamps 15:41
นอกจากจีนแล้ว การท่องเที่ยวของไทยยังถูกเติมเต็มด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่น ๆ ที่มีจุดประสงค์การเดินทางชัดเจน
- รัสเซียและอิสราเอล เติบโตสูงในโซนท่องเที่ยวเฉพาะทาง
- พม่าและลาว กลุ่มนี้เข้ามาเพื่อเข้าถึงสินค้าและบริการที่บ้านเขาไม่มี (เช่น การแพทย์, สินค้าไลฟ์สไตล์พรีเมียม) ถือเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกและ Wellness ในไทย
- อินเดีย เป็นตลาดที่น่าจับตาที่สุดหลังโควิด เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียที่เข้ามาไทยสูงจนนับว่าเป็นอันดับต้น ๆ รองจากจีนและมาเลเซีย และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มียอดการจับจ่ายใช้สอย (Spending) ค่อนข้างสูง ในอุตสาหกรรมโรงแรม (อ่านเพิ่มเติม) และหากคุณสนใจทำการตลาดอินเดีย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
โดยสรุป พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนจากการมากับกรุ๊ปทัวร์ เป็นการเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) มากถึง 60% เพราะสามารถเข้าถึงโซเชียลและวางแผนทริปได้ด้วยตัวเอง โดยเน้นการซึมซับประสบการณ์ เที่ยวที่เดียวแต่ลึกซึ้งมากกว่าไปเที่ยวหลายที่ในทริปเดียว แบรนด์ไทยจึงไม่สามารถอยู่เฉยๆ แล้วรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเองได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับตัวมาทำสื่อออนไลน์ (เช่น การทำการตลาดบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu) และต้องทำการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น
ในเมื่อแบรนด์ดังระดับตำนานยังต้องลุกขึ้นมาทำการตลาดอย่างหนักหน่วง แล้ววันนี้แบรนด์ของคุณยังคง ‘รอ’ ให้ลูกค้าเดินมาหา หรือเริ่ม ‘เข้าหา’ พวกเขาบนโลกออนไลน์แล้วหรือยัง ?
สำหรับแบรนด์ที่อยากเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ไม่ว่าจะเป็นจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Global การมีพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และวิธีทำให้ขายได้คือสิ่งสำคัญที่สุด และ S39 Digital Agency คือคำตอบสำหรับแบรนด์ที่อยากเติบโตในตลาดนั้นอย่างจริงจังและยั่งยืน
📩 ติดต่อเราตอนนี้
📞 02-248-3068 หรือ 061-153-5845 | 📧 info@s39digital.com









